News

ดูแลสุสุขภาพดี ห่างไกล อัลไซเมอร์ ขี้ลืม อาการผิดปกติทางสมอง หรือแค่พฤติกรรม

ดูแลสุสุขภาพดี ห่างไกล อัลไซเมอร์ ขี้ลืม อาการผิดปกติทางสมอง หรือแค่พฤติกรรม เชื่อว่าทุกคนต้องมีอาการขี้ลืม ลืมนั่น ลืมนี่ ซึ่งบางครั้งเราสงสัยว่าอาการที่เราเป็นอยู่เป็นนิสัยขี้ลืม หรือเรามีอาการผิดปกติทางสมอง แอดมินมีคำตอบมาฝากค่ะ

อาการขี้ลืมมี 2 สาเหตุ

1.เกิดจากพฤติกรรม อาการขี้หลงขี้ลืม ถือว่าเป็นอาการที่พบได้บ่อยสำหรับบุคคลทั่วไป และไม่ได้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่อาการขี้หลงขี้ลืม จะมีลักษณะการลืมสิ่งของต่าง ๆ หรือลืมสิ่งที่ต้องทำ เมื่ออยู่ในขณะที่ต้องทำสิ่งต่าง ๆ หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ซึ่งเมื่อระยะเวลาผ่านไป จะสามารถนึกขึ้นมาได้ หรือสามารถจำสิ่งที่ลืมไปชั่วขณะได้ด้วยตนเอง รวมไปถึงการจดโน๊ต เพื่อเตือนความจำต่าง ๆ ที่เมื่อได้มาอ่านอีกครั้ง ก็จะสามารถจำได้เฉกเช่นดังเดิม ซึ่งหากเป็นอาการขี้ลมลักษณะนี้ก็ไม่ต้องตกใจไป ขอเพียงแค่พยามจดโน้ต สิ่งที่ต้องทำหรือ จดจ่อกับสิ่งที่กำลังตั้งใจทำเท่านั้น เราก็จะไม่หลงลืม

2.เกิดจากควาผิดปกติทางสมอง อาการขี้ลืมที่เกิดจากความผิดปกติของสมองนั้น ผู้ป่วยจะมีลักษณะลืมสิ่งที่ต้องทำอยู่เสมอ หรือจัดลำดับเหตุการณ์ที่เคยทำเป็นประจำไม่ได้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคสมองเสื่อม

ลืมเป็นครั้งคราว การลืมเป็นเรื่องปกติ แม้จะเกิดกระบวนการจำในสมองแล้ว แต่ก็อาจลืมได้อีก ผู้ที่มีอาการลืมจะสามารถนึกถึงสิ่งที่ลืมได้อีกครั้ง แต่การลืมสิ่งเดิมซ้ำ ๆ หลายครั้ง หรือไม่สามารถจำอะไรได้แม้ว่าจะพยายามจดจำเป็นอย่างมาก นับเป็นอาการผิดปกติ ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์

ขี้ลืม แก้อย่างไร

-นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับสนิทเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประสานความจำรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้จดจำและทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสมของวัยผู้ใหญ่นั้น อยู่ที่ประมาณ 7-9 ชั่วโมง/วัน

-วางของให้เป็นที่ การวางสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้เป็นประจำไว้ตำแหน่งเดิม เช่น กุญแจรถ หรือแว่นตา จะช่วยป้องกันการลืมและประหยัดเวลาในการค้นหาสิ่งของเหล่านั้นได้

-พูดสิ่งที่ได้ยินซ้ำ การพูดซ้ำช่วยให้จดจำรายละเอียดหรือข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาได้ และยังช่วยให้จำข้อมูลดังกล่าวได้อีกครั้งในเวลาต่อมา

-จดโน้ตช่วยจำ การเขียนสิ่งที่ต้องทำลงบนกระดาษโน้ตหรือปฏิทินช่วยป้องกันการลืมได้ เช่น เขียนรายชื่อคนที่ต้องโทรศัพท์ติดต่อ ธุระที่ต้องทำ หรือการนัดหมาย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน เพราะจะทำให้ลืมได้ง่าย

-เชื่อมโยงข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลเก่าและข้อมูลใหม่เข้าด้วยกัน เช่น การปะติดปะต่อเรื่องราวจากรายการอาหารหรือสิ่งของที่ต้องซื้อ ช่วยพัฒนาความจำได้ แบ่งข้อมูลออกเป็นส่วน ๆ เช่น จำตัวเลขจำนวนมากเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือจำบทพูดยาว ๆ เฉพาะประโยคแรกของย่อหน้านั้น ช่วยให้จำข้อมูลได้ดีขึ้น

-กระตือรือร้นอยู่เสมอ กิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพจิตใจ เช่น การเล่นปริศนาคำไขว้ การเล่นไพ่บริดจ์ การใช้เส้นทางใหม่ ๆ ในการเดินทาง การเรียนดนตรี หรือการเป็นอาสาสมัคร ช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาความจำได้

-เข้าสังคม การสังสรรค์พบปะกับครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนฝูง ช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียความทรงจำได้

-ออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยพัฒนาความจำและทักษะการคิดทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยประโยชน์ทางตรงของการออกกำลังกาย คือ ช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ลดการอักเสบ กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ช่วยในการเจริญเติบโต เพิ่มจำนวนเส้นเลือดใหม่ รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง ส่วนประโยชน์ทางอ้อมของการออกกำลังกายนั้น คือ ช่วยพัฒนาอารมณ์และการนอนหลับให้ดีขึ้น ลดความเครียดและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้ความสามารถในการทำงานของสมองบกพร่อง

-เลือกรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ธัญพืช หรือแหล่งอาหารจำพวกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน และเนื้อสัตว์ปีกที่ไม่มีหนัง ช่วยบำรุงร่างกายโดยรวมและอาจเพิ่มประสิทธิภาพในการจำ นอกจากนี้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อาจทำให้รู้สึกสับสน มึนงง และสูญเสียความทรงจำได้ รวมทั้งไม่ควรใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะความจำเสื่อมด้วย

-ระมัดระวังในการใช้ยา การใช้ยาคลายเครียด ยาต้านเศร้า ยารักษาโรคความดันโลหิต และยาชนิดอื่น ๆ อาจส่งผลกระทบต่อความจำได้ เนื่องจากผลข้างเคียงของยาบางอย่างทำให้รู้สึกง่วงและมึนงง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากสงสัยว่ายาที่กำลังรับประทานอาจก่อให้เกิดอาการดังกล่าวได้

ปัญหาการลืมที่ควรไปพบแพทย์ ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอาจทำให้มีอาการขี้ลืมได้ ซึ่งความจำจะดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติเมื่อภาวะดังกล่าวหายไป แต่หากมีอาการลืมบ่อย ๆ และติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมตามอาการต่อไป เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นโรคสมองเสื่อม